หน่วยที่ 4
พระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ด้วยทรงเป็นองค์ปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีทรงมีราชภารกิจที่มากมายหลายประการในเวลาเดียวกัน และด้วยทรงตั้งปณิธานที่แน่วแน่ว่า “ตั้งใจจะอุปถัมภ์ภก ยอยกพระพุทธศาสนา จะป้องขอบขัณฑสีมา รักษาประชาชนแลมนตรี” ด้วยพระราชปณิธานอันนี้ พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการป้องกันประเทศ ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม สถาปนาราชธานีใหม่ สร้างพระบรมมหาราชวัง เป็นต้น
โดยพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ประการแรก ทรงโปรดเกล้าให้มีการสร้างราชธานีใหม่แทนกรุงธนบุรี การที่ทรงย้ายราชธานีใหม่มาอีกทางฟากหนึ่งของแม่น้ำนั้นทรงใช้หลักเหตุผลทางยุทธศาสตร์เป็นสำคัญ เพราะทางฟากตะวันออกนั้น
แผ่นดินมีลักษณะเป็นหัวแหลมอีกทั้งยังมีแม่น้ำเป็นคูเมืองทางด้านทิศตะวันตกและทิศใต้เป็นชัยภูมิรับศึกได้เป็นอย่างดี และไกลออกไปทางทิศตะวันออกก็เป็นที่ราบลุ่ม ดินอ่อนเป็นโคลนเลน เป็นด่านป้องกันข้าศึกได้เป็นอย่างดี ทำให้ข้าศึกที่ยกทัพเข้ามาถึงชานพระนครได้ยาก การสร้างใช้เวลา 3 ปี มีกำแพงเมืองและป้อมปราการมั่นคง เขตกำแพงพระนครนั้นมีอาณาเขตตั้งแต่ มุมพระนครด้านเหนือตรงปากคลองบางลำพู ริมป้อมพระสุเมรุ เสียบริมคลองคูพระนครมาทางตะวันออก จนถึงป้อมมหากาฬ ก็ตัดลงมาทางทิศใต้จนถึงตรงปากคลองโอ่งอ่างริมป้อมจักรเพชร จึงตัดกลับขึ้นไปทางทิศตะวันตกเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นไปจนถึงมุมกำแพงพระบรมมหาราชวังทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ต่อเข้ากับกำแพงพระบรมมหาราชวังบริเวณป้อมสัตบรรพต ยาวตลอดไปจนถึงป้อมอินทรังสรรค์ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (กำแพงช่วงนี้ใช้เป็นกำแพงร่วมกับกำแพงพระบรมราชวัง) แล้วจึงตัดกลับไปจนถึงป้อมพระจันทร์ ซึ่งเป็นป้อมมุมพระราชวังบวรสถานมงคล ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้กำแพงพระนครช่วงนี้ อาศัยกำแพงพระราชวังบวรสถานมงคลด้านตะวันตก ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ไปจนถึงป้อมพระอาทิตย์ มุมพระราชวังบวรสถานมงคลด้านทิศเหนือ จนถึงป้อมพระสุเมรุ บรรจบเข้ากับกำแพงพระนครเมื่อตนเริ่มต้น กำแพงพระนครนี้ก่อด้วยอิฐถือปูน มีเชิงเทินข้างใน บนสันกำแพงสร้างใบเสมาสำหรับบังทางขึ้นเว้นระยะเสมอกันรอบพระนคร ใต้ฐานเสมาด้านนอกกำแพงถือปูนขึ้นทำลวดลายบังผ่าหวาน 2 ชิ้น ชักเป็นหน้ากระดาน ในพื้นกระดานนี้เจาะเป็นช่องกากบาทอยู่ตรงกลางช่อง ระหว่งใบเสมาทำเป็นช่องสอดปืนเล็กสำหรับใช้ยิงเมื่อคราวสงคราม เว้นระยะห่างเสมอกันตลอดแนวพระนคร (กำแพงพระนครที่ยังเหลือให้เห็นในปัจจุบันคือบริเวณริมคลองรอบพระนคร ตรงด้านหน้าวัดราชนัดดาราม และวังบวรนิเวศ) อีกทั้งโปรดเกล้า ฯ ให้ขุดคูเมืองทางทิศตะวันออก ที่เรียกว่า “คลองบางลำพูหรือคลองโอ่งอ่าง” ในปัจจุบันพระองค์พยายามจัดผังเมืองให้มีความคล้ายคลึงกับกรุงศรีอยุธยามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สร้างวัดเป็นหลักของพระนคร คือ วัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมราชวัง วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และวัดพระเชตุพน ทั้งนีร้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนว่า ไทยเราได้ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่แล้วเหมือนในสมัยอยุธยา และทรงพระราฃทานนามราชธานีใหม่นี้ว่า “กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์” รวมถึงการสร้างพระบรมรามหาราชวังขึ้นมาใหม่ โดยเริ่มมีการก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2326 จนแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2327 ทรงสร้างพระมหาปราสาทราชมณเฑียรสถานขึ้นมาในขั้นแรก ได้ แก่
1. พระราชมณเฑียรชั่วคราว โดยสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับชั่วคราว พระราชมณเฑียรแห่งนี้สร้างขึ้นด้วยไม้ ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2326 ได้ก่อสร้างพระมหามณเฑียรสถานเพื่อประทับเป็นการถาวรเสร็จ จึงได้รื้อพระราชมณเฑียรชั่วคราวออกไป
2. พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท เป็นปราสาทองค์แรกที่สร้างขึ้นมาในพระบรมมหาราชวัง โดย พระที่นั่งองค์นี้ได้จำลองแบบมาจากพระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท ในกรุงศรีอยุธยา แต่ภายหลังได้ถูกสายฟ้าฟาดทำ ให้เกิดไฟไหม้เสียหาย หลังจากได้ใช้งานเพียง 5 ปีเท่านั้น
3. พระมหามณเฑียร มีพระที่นั่งประกอบกันถึง 7 องค์ ได้แก่
1. พระที่นั่งจักรพรรดิมาน
2. พระที่นั่งไพศาลทักษิณ
3. พระที่นั่งอมมรินวินิจฉัยไหสูรยพิมาน พระที่นั่งองค์นี้ใช้เป็นท้องพระโรงมาจนถึงในปัจจุบัน
4. พระปรัศว์ขวาและพระปรัศว์ซ้าย
5. หอพระสุราลัยพิมาน
6. หอพระธาตุมณเฑียร
7. พระที่นั่งดุสิดาภิรมย์
4. พระมหาปราสาท หมายถึง หมู่พระที่นั่ง ประกอบด้วยพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และพระที่นั่งพิมานรัถยา และพระปรัศว์
5. พระที่นั่งพลับพลาสูง ในปัจจุบัน คือ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ปราสาท
6. พระที่นั่งทอง เป็นพระที่นั่งขนาดย่อม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในสวนวนขวา สำหรับประพาสในพระบรมมหาราชวัง
ด้านการบำรุงพระศาสนา
ได้ทรงทำนุบำรุงพระศาสนาเป็นอย่างมากและเกิดผลต่อมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ รวบรวมได้ 3 ลักษณะ
ประการที่ 1 ทรงชำระและสถาปนาพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ ให้ดำรงสมณศักดิ์รับผิดชอบศาสนจักรให้รุ่งเรืองต่อไป และได้ทรงตราพระราชกำหนดกฎหมายกวดขันการประพฤติของพระสงฆ์ไว้ อย่างเคร่งครัด
ประการที่ 2 ทรงชำระพระไตรปิฏกให้ถูกต้องบริบูรณ์ เป็นหลักในการศึกษาค้นคว้า
ประการที่ 3 มีพระราชศรัทธาก่อสร้างและซ่อมแซมปฏิสังขรณ์พระอารามน้อยและใหญ่ไว้เป็นอันมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ การสถาปนาวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามและวัดสุทัศน์เทพวราราม
การทะนุบำรุงพระศาสนาข้อที่สำคัญที่สุด คือ การทำสังคายนาชำระพระไตรปิฎก พระวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยลาภพฤติยากร ทรงพระนิพนธ์เรื่อง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงฟื้นฟูวัฒนธรรมทรงบรรยายร่วมกับการชำระพระไตรปิฎกไว้ดังนี้
การชำระพระศาสนาของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ นั้น ทรงเริ่มต้นด้วยการทำสังคายนาพระไตรปิฎกด้วยทุนรอนที่โปรดเกล้าฯ ให้จ่ายจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ แต่ต่อมาความปรากฏว่าพระไตรปิฎกฉบับที่ชำระจากพระคัมภีร์ไม่ถูกต้อง มีความผิดเพี้ยนอยู่เป็นอันมาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีการชำระใหม่ในปีวอก พ.ศ. 2331 อันเป็นปีที่ ท 6 ในรัชกาล เป็นเวลาที่ว่างจากศึกสงคราม เจ้าพระยาทิพากรวงษ์ ผู้เขียนพระราชพงศาวดาร ได้กล่าวไว้ว่า
“พระบาทสมเด็จพระบรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชรำพึงถึงพระไตรปิฎกธรรมอันเป็นมูลรากแห่งพระปริยัติศาสนา ทรงพระราชศรัทธาพระราชทานทรัพย์เป็นอันมากให้เป็นค่าจ้างลานจารึกพระไตรปิฎกลงในใบลาน แต่บรรดามีฉบับไหนที่ใด ๆ เป็นอักษรลาว อักษรรามัญ ก็ใช้อักษรแปลงออกเป็นอักษรขอม สร้างขึ้นไว้ในตู้ ณ หอพระมณเฑียรธรรม และสร้างพระไตรปิฎกถวายพระสงฆ์ให้เล่าเรียนทุก ๆ พระอารามหลวงตามความปรารถนา”
แต่ท่านจึงจหมื่นไวยวรนารถ กราบทูลว่า “พระไตรปิฎกซึ่งทรงพระราชศรัทธาสร้างขึ้นไว้ทุกวันนี้อักขระบท พยัญชนะตกวิปลาสอยู่แต่เดิมมา หาผู้จะทำนุบำรุงแต่งเติมดัดแปลงให้ถูกต้องบริบูรณ์ขึ้นมาได้” ครั้นทรงสดับจึงทรงปรารภว่า “พระบาลีและอรรถกถาฎีกาพระไตรปิฎกฉบับทุกวันนี้ เมื่อแลผิดเพี้ยวิปลาสอยู่เป็นอันมากฉะนี้ จะเป็นเค้ามูลพระศาสนาและปฏิบัติศาสนาจะเสื่อมสูญเป็นอันเร็วนักสัตว์โลกทั้งปวงจะหาที่พึ่งบ่มิได้ ในอนาคตภายหน้า ควรจะทะนุบำรุงพระศาสนาไว้ให้ถาวรการเป็นประโยชน์แก่เทพยดาดมนุษย์ทั้งปวงจึงจะเป็นทางพระโพธิญาณบารมี……….”
จึงทรงเรียกพระบรมวงศานุวงศ์ มีพระบาทสมเด็จพระบวรราชเจ้าในรัชกาลนั้น เป็นประธานในพระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท อารธนาสมเด็จพระสังฆราช พระราชาคณะ ฯลฯ 100 รูป มารับพระราชดำรัสให้จัดการทำสังคายนา ณ วัดนิพพานาราม (วัดมหาธาตุ) ซึ่งพระราชทางนามใหม่ในโอกาสนี้ว่า “วัดพระศรีสรรเพ็ชรดาราม” ทรงบริจาคพระราชทรัพย์แจกจ่าย เกณฑ์พระราชวงศ์ข้าราชการทั้งฝ่ายในและฝ่ายหน้าให้ทำสำรับคาวหวานถวายพระสงฆ์ ซึ่งมาชำระพระไตรปิฎกทั้งเข้าเพลเวลา 436 สำรับ
เมื่อการทำสังคายนาเริ่มทรงเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวณอิสริยยศสู่พระอุโบสถ การทำสังคายนากระทำโดยแบ่งพระสงฆ์ออกเป็น 4 กองคือ ชำระพระวินัย 1 พระสูตร 1 พระอภิธรรม 1 พระสัทธาวิเสส 1 แต่ละกองอยู่ห่างกันไปในบริเวณวัดนั้น ใช้เวลาทั้งหมด 5 เดือน จึงสำเร็จ ต่อมาพระราชทานพระราชทรัพย์จ้างช่างคฤหัสถ์และพระสงฆ์ สามเณรให้จารึกพระไตรปิฎกซึ่งชำระแล้วลงในใบลานเย็บเล่มเป็นคัมภีร์ มีปิดทองทับทั้งหน้าและหลัง และกรอบห่อด้วยผ้ายกเชือกรัด ถักด้วยไหมเบญจพรรณมีสลากงาและเป็นลวดลายเส้นหมึกและสลากทอ เรียกว่า ฉบับทอง เป็นอักษรบอกชื่อคัมภีร์เมื่อเสร็จแล้วทุกคัมภีร์ ทรงจัดงานฉลองสมโภชขึ้นเป็นมหกรรมพระไตรปิฎกหลวงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานไว้ในหอพระมณเฑียรธรรมในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ส่วนทางด้านศาสนาสถานนั้น ในขั้นแรกทรงสถาปนาวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ขึ้นเป็นพระอารามหลวง พร้อมกับการสถาปนาพระบรมมหาราชวัง ในปี พ.ศ. ขึ้น เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยได้ฟื้นฟูแล้ว เมื่อสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามเสร็จทรงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญ พระพุทธมหามณีรัตนศาสดาราม หรือที่เรียกกันติดปากว่า พระแก้วมรกต มาประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระพุทธมหามณีรัตนศาสดารามเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญมากของไทยเราปัจจุบันประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เรื่องราวของพระแก้วมรกตมีปรากฏมาแต่เดิมในตำนาน “รัตนพิมพวงศ์” ซึ่งแต่งเป็นภาษามคธ เล่าสืบกันมาว่า “พระแก้วมรกตนี้ เทวดาเป็นผู้สร้างถวายนาคเสนเถระ พระอรหันต์องค์หนึ่งที่เมืองปาฏลีบุตร พระนาคเสนผู้นี้มีฤทธิ์สำเร็จด้วยอภิญญาณได้อธิษฐานอาราธนาพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า เข้าประดิษฐานในองค์พระแก้วมรกต 7 แห่ง ๆ ละพระองค์ คือ พระเมาลี 1 พระนลาฏ 1 พระอังสาทั้ง 2 ข้าง และพระขานุทั้ง 2 ข้าง แล้วปิดเนื้อแก้วให้เป็นเนื้อเดียวกันดังเดิม”
พ.ศ. 2107 พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองมีอำนาจขึ้น พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชเห็นว่า ตั้งอยู่ที่เมืองหลวงพระบางจะศึกพม่ามอญไม่ได้ จึงย้ายพระราชธานีไปตั้งที่เมืองเวียงจันทร์ พร้อมกับอัญเชิญพระแก้วมรกตขึ้นมาด้วยและทรงประดิษฐานอยู่ที่นั้นเป็นเวลาถึง 214 ปี จนเมื่อไทยได้ทำสงครามกับกรุงศรีรัตนาคนหุต พระเจ้าตากสินมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึกไปตีเมืองเวียงจันทร์ จึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกตลงมาไว้ยังกรุงธนบุรี
ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกขึ้นครองราชสมบัติ ทรงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ พ.ศ. 2325 โปรดให้สร้างพระอารามขึ้นมาในพระบรมมหาราชวัง จึงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานในพระอุโบสถ เมื่อวันจันทน์ เดือน 4 แรม 14 ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ. 2327 เป็นต้นมา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
